แบงก์ใหม่ "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" "เล็ก" แต่แตกต่าง...
 
เปิดตัวไปแล้วตามฤกษ์สะดวกของแบงก์ น้องใหม่ "ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย" หรือ LH Bank เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกใบอนุญาตหรือไลเซนส์ให้ค่ายแลนด์ฯประกอบธุรกิจเป็นธนาคารจำกัดขอบเขตเฉพาะกิจ

วันนั้น "อนันต์ อัศวโภคิน" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มาในมาดตำแหน่งใหม่ "ประธานกรรมการ LH Bank" โดยมี 2 มือโปรด้านการเงินประกบ คือ "รัตน์ พานิชพันธุ์" ซีอีโอ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มานั่งควบเก้าอี้ประธานกรรมการบริหารแบงก์ใหม่ มีหน้าที่ตัดสินใจปล่อยสินเชื่อทั้งหมด "รัตน์" เป็นนักการเงินมืออาชีพที่เคยบริหาร บงล.ธนสยามมาก่อน

เช่นเดียวกับเอ็มดีคนใหม่ของแบงก์แลนด์ฯ "ศศิธร พงศธร" นักวาณิชธนกิจหญิงใน ธนสยามที่ถูกดึงตัวมานั่งเก้าอี้ตัวใหญ่และเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารด้วย

LH Bank เป็นแบงก์ขนาดเล็ก มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1,500 ล้านบาท โอนย้ายสินทรัพย์มาจากบริษัทเงินทุนบุคคลัภย์ ซึ่งมีพอร์ตสินเชื่อประมาณ 8,000 พันล้านบาท คาดว่าในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือหุ้น 43% บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ ถือหุ้น 27% นางสาวเพียงใจ หาญพาณิชย์ (มารดาอนันต์ อัศวโภคิน) ถือหุ้น 20% ที่เหลือ 10% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย

จะว่าไปแล้ว "อนันต์" ไม่ได้แค่เปิดตัวแบงก์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เขาต้องการเปิดตัวอาคารโครงการใหม่ในคราวเดียวกัน เพราะตัวตึกมีขนาดพื้นที่ใช้สอยมากถึง 68,000 ตารางเมตร มูลค่าลงทุน 4,470 ล้านบาท

วันนี้ที่นี่ได้กลายเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของออฟฟิศแบงก์ใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่ชั้น 1-5 โดยประตูทางเข้าด้านหน้าแบงก์ได้โชว์โลโก้ใหม่ LH Bank ตัวอักษรสีเทา และมีลูกเล่นเป็นสีสดใสถึง 8 สีใต้ตัวอักษร รับกับสโลแกน "Small & Beautiful"

ภายในเคาน์เตอร์แบงก์จะมีพนักงานคนรุ่นใหม่กว่า 30 ชีวิตคอยให้บริการ ในชุดฟอร์มด้านนอก "สีเทา" แต่กระดุมและขลิบรังดุมจะมีสี 8 สีตามคอนเซ็ปต์ที่เป็นแบงก์ของคนทุกกลุ่มในสไตล์ที่ "แตกต่าง"

ทำไมต้องเป็น "สีเทา" สีที่เหมือนกับชุดฟอร์มพนักงานบริษัทแลนด์ฯ

"สีเทาเป็นสีแห่งหลักการ" เป็นคำตอบสั้นๆ จากปากของ "อนันต์" เจ้าสัวแบงก์คนใหม่ที่กำลังจะบอกว่า แลนด์ฯเกิดจากอสังหาริมทรัพย์ และแบงก์ใหม่ก็ยังคงไม่ทิ้งกลิ่นอายของ "แบงก์เพื่อรายย่อย" ที่มีวัตถุประสงค์จะปล่อยกู้เพื่อคนซื้อบ้านนั่นเอง !

นอกจากจะเป็นออฟฟิศใหม่ของแบงก์แล้ว ในต้นปี 2549 บริษัทจัดสรร "แลนด์ & เฮ้าส์" จะย้ายบ้านจากตึกเก่าบนถนนคอนแวนต์มาอยู่บนตึกใหม่ที่นี่ด้วย รวมถึงการปล่อยเช่าพื้นที่ในราคาตารางเมตรละ 720 บาท ซึ่งว่ากันว่า เรตราคาดีๆ แบบนี้เป็นรองแค่โครงการออลซีซั่นเท่านั้น

สำหรับ "บริการทางการเงิน" แบงก์แลนด์ฯจะรับเปิดบัญชีเงินฝากทุกประเภท ทั้งโอนเงิน ชำระเงิน ให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย (housing loan)

สินเชื่อแฟ็กทอริ่ง (factoring loan) สินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่อบุคคล (personal loan)

"เราจะเน้นปล่อยกู้เฮาซิ่งโลน 70% อีก 30% คือเอสเอ็มอีและแฟ็กทอริ่ง" รัตน์บอกรายละเอียดสัดส่วนการปล่อยกู้

ธุรกิจแบงก์ถือเป็นความฝันของ "อนันต์" ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้อาณาจักร "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" มีบริการที่ครบวงจร ตั้งแต่คนสร้างบ้านขาย จนถึงผู้จัดหาแหล่งเงินทุนให้ลูกค้าได้อย่างถึงใจ โดยเฉพาะลูกค้าแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มียอดขายบ้านไม่ต่ำกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท

"เป็นการสร้างความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ที่ทิ้งคู่แข่งขาด" แหล่งข่าวในวงการพัฒนาที่ดินรายหนึ่งบอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ"

"ผมตั้งใจจะให้แบงก์แลนด์ฯเป็นสเปเชี่ยลรีเทลเฮาซิ่ง คือ เป็นแบงก์ที่เชี่ยวชาญในการให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก และออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า" อนันต์ย้ำ และย้ำซ้ำอีกว่า

"วัตถุประสงค์การจัดตั้งธนาคารนี้ขึ้นมา ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้สินเชื่อแก่ลูกค้ากลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เท่านั้น แต่เราเปิดกว้างแก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไป จึงอยากเชิญดีเวลอปเปอร์ที่สนใจมาใช้บริการด้วย วันนี้ศักยภาพของแบงก์แลนด์ฯสามารถปล่อยกู้ให้ลูกค้าซื้อบ้านได้สูงสุดถึง 11 ล้านบาทต่อราย"

และในอนาคตจะเดินหน้าทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (ซีเคียวริไทเซชั่น) ซึ่งแบงก์แลนด์ฯต้องปล่อยสินเชื่อให้ได้พอร์ตขนาดใหญ่ระดับหนึ่งก่อน จึงนำพอร์ตสินเชื่อนี้มาออกเป็นหลักทรัพย์ซีเคียวริไทเซชั่นขายให้นักลงทุน ซึ่งจะทำให้แบงก์มีเงินทุนหมุนเวียนเข้ามา

ช่วง 3 ปีแรกนี้คงยากที่จะบอกว่าจะถึง จุดคุ้มทุนหรือไม่ แต่ถ้าดูจากผลตอบแทนของส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) คิดว่าจะทำได้ที่ 25% และมีผลตอบแทนของสินทรัพย์ (ROA) ประมาณ 2 เท่า ถือว่าอยู่สูงกว่าอัตราของแบงก์ทั่วไปที่อยู่ 15-20% และ 1.2-1.3 เท่า

"เราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีจึงจะเห็นภาพชัด และตามแผนของแบงก์ในปี 2551 เราจะเลื่อนชั้นเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มตัวและจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยต้องเพิ่มทุนเป็น 5,000 ล้านบาท" รัตน์บอกถึงอนาคตแบงก์ใหม่ เท่ากับว่า ในตอนนี้แบงก์แลนด์ฯจะขอเป็น "แบงก์เล็ก" ไปก่อน แต่อีก 3 ปีค่อยว่ากันใหม่ ! เป็น 3 ปีที่ LH Bank จะขอฝึกฝนตัวเองให้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรายย่อยเพื่อการเคหะจริงๆ เหมือนเป็นธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ภาคเอกชน โดยไม่คิดหือและไปเทียบชั้นกับแบงก์พาณิชย์ใหญ่ๆ ในตลาด

"ดังนั้น "กลยุทธ์" ที่จะใช้ดึงดูดลูกค้าคือ ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าแบงก์อื่น แต่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าแบงก์อื่น แต่อยู่ในระดับที่ยังมีส่วนต่างกำไรอยู่ประมาณ 1% ที่สำคัญการอนุมัติสินเชื่อจะเร็วมาก คือภายใน 3 วัน ต่างจากธนาคารทั่วไปที่ใช้เวลาถึง 7 วัน

"ผมคิดไปไกลถึงขนาดว่า สักวันหนึ่งแบงก์แลนด์ฯจะอนุมัติสินเชื่อเสร็จภายใน 1 วัน" อนันต์บอกถึงความตั้งใจ พร้อมกับติดตั้งระบบสำหรับการจัดอันดับลูกค้า Loan Origination System (LOS) โดยเจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูลของลูกค้าไปแล้ว ระบบจะจัดอันดับหรือคำนวณเครดิตสกอริ่งทันที ซึ่งจะสร้างประสิทธิภาพบริการให้ดีและเร็วที่สุด

ปีหน้าแบงก์แลนด์ฯจะปล่อยสินเชื่ออีก 10,000 ล้านบาท ถึงวันนั้นจะทำให้ LH Bank ติดอันดับท็อปไฟฟ์ของแบงก์ที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยทันที

การขยายสาขาจะเปิดเต็มรูปแบบ 2 แห่ง ที่เชียงใหม่ และพัทยา สาขาย่อย 5 แห่ง เริ่มที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา และปี 2550 จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 30 แห่ง โดยใช้สาขาของโฮมโปรเป็นแขนขา

พิเศษสุดในช่วงต้อนรับลมหนาว "แบงก์แลนด์ฯ" เสนอดอกเบี้ย 4% เมื่อลูกค้ามาฝากเงินตามเงื่อนไข เป็น "หมัดเด็ด" ดูดใจในช่วงเปิดตัว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 - 25 ธ.ค. 2548