การบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้ง
ความสำคัญและแนวทางการบริหารจัดการ
บริษัทตระหนักดีว่า น้ำเป็นส่วนประกอบหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในกิจกรรมการก่อสร้างโครงการ หรือการใช้น้ำประปาเพื่ออุปโภคและบริโภคในสำนักงาน บริษัทจึงกำหนดวิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มั่นใจว่ามีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการน้ำทิ้งจากโครงการก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ก่อมลภาวะให้กับชุมชนโดยรอบ ดังนี้
การบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้งในสำนักงานใหญ่
- เลือกใช้ก๊อกน้ำประหยัดน้ำ เพื่อให้ใช้น้ำในปริมาณที่น้อยลง
- รณรงค์และสร้างความตระหนักให้กับพนักงานในการใช้น้ำอย่างประหยัด
- น้ำเสียจากสำนักงานใหญ่จะเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียรวมของอาคารที่บริษัทเช่าอยู่ และอาคารจะมีการบำบัดรวมถึงตรวจคุณภาพน้ำเสียที่บำบัดแล้วให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดก่อนปล่อยลงสู่ท่อสาธารณะ
การบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้งในโครงการ
- ออกแบบและเลือกใช้วัสดุสำเร็จจากโรงงานมาประกอบที่บริเวณโครงการก่อสร้าง ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณการใช้น้ำที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับวิธีการก่อสร้างแบบดั้งเดิม
- เลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ หรือฝักบัวแบบประหยัดน้ำ ซึ่งยังเป็นประโยชน์ในการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้แก่ลูกค้า
- ออกแบบระบบการบำบัดน้ำเสีย/น้ำทิ้งตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
- บำบัดน้ำทิ้งให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกำหนด มีการติดตามปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการรายงานผลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียตามที่กฎหมายกำหนด
- นำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ซ้ำ
- พัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรที่ดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย
สำหรับการบำบัดน้ำเสียของโครงการนั้น น้ำเสียจะไหลผ่านถังดักไขมัน (Grease Trap) และบ่อเกรอะ (Septic Tank) ไปสู่บ่อพักน้ำเสียรวมของโครงการ และสูบส่งเข้าบำบัดน้ำในระบบบำบัดน้ำเสียที่บ่อเติมอากาศ (Aeration Lagoon) เพื่อปรับคุณภาพน้ำทิ้งให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับน้ำทิ้งหลังการบำบัดบางส่วนจะนำกลับมาใช้ซ้ำในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ เช่น การใช้รดน้ำต้นไม้ โดยส่วนที่เหลือจะระบายออกสู่ท่อระบายน้ำหรือคูคลองสาธารณะต่อไป

เมื่อการก่อสร้างโครงการเสร็จสิ้น ฝ่ายบริการฯของบริษัทจะรับผิดชอบในการดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย โดยมีเจ้าหน้าที่วิศวกรสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียตามที่กฎหมายกำหนด และเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบการบำบัดน้ำถูกต้องทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด บริษัทได้ว่าจ้างหน่วยงานภายนอกที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสิ่งแวดล้อมเฉพาะทางเข้ามาตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ โดยจัดทำเป็นสัญญาจ้างรายปี กำหนดให้มีการตรวจสอบเป็นรายไตรมาส ซึ่งทีมงานจะเข้าตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อตรวจสอบว่าระบบบำบัดน้ำสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งนำน้ำตัวอย่างจากระบบบำบัดส่งไปวิเคราะห์ค่าเคมีในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการรับรองสากลตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อตรวจวัดตามพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของน้ำทิ้ง1 และเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด อย่างไรก็ตาม หากพบว่าคุณภาพน้ำไม่ผ่านเกณฑ์ ทีมงานผู้รับผิดชอบจะดำเนินการตรวจสอบและหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป
บริษัทกำหนดให้งานดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียในทุกโครงการเป็นการดูแลและรับผิดชอบของบริษัท จนกว่าจะมีการส่งมอบโครงการและจะต้องฝึกอบรมพร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาให้กับตัวแทนนิติบุคคลที่จะเข้ามารับช่วงดูแลต่อไป
หมายเหตุ 1 ตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ (Potential of Hydrogen: pH) สารอินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำ (Biochemical Oxygen Demand: BOD) ปริมาณสารแขวนลอย (Suspended Solids: SS) ค่าสารที่ละลายได้ทั้งหมด (Total Dissolved Solids: TDS) ปริมาณตะกอนหนัก (Settleable Solids: Set.S) น้ำมันและไขมัน (Oil & Grease: O&G) ปริมารณสารประกอบไนโตรเจน (Total Kjeldahl Nitrogen: TKN) และ ค่าซัลไฟด์ (Sulfide: S2-)
เป้าหมายในการบริหารจัดการน้ำและน้ำทิ้ง
| เป้าหมายระยะสั้นปี 2568 | เป้าหมายระยะยาวปี 2570 |
|---|---|
| ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 5 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด (ปีฐาน พ.ศ. 2565) | ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด (ปีฐาน พ.ศ. 2565) |