บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2516 และจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดในปี พ.ศ. 2526 โดยเป็นบริษัทได้รับอนุญาตในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และได้เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ภายใต้ชื่อบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2534

ธุรกิจหลักของบริษัทคือการพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม โดยเน้นการพัฒนาโครงการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งในจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี ภูเก็ต มหาสารคาม และอยุธยา

บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าประเภทแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮ้าส์ ร้อยละ 90 และคอนโดมิเนียมร้อยละ 10 โดยประมาณ

จุดเด่นของบริษัทคือการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงแหล่งเดียว แต่มีการกระจายแหล่งรายได้ไป 3 แหล่งด้วยกัน คือ

  1. รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้าบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม
  2. รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ประกอบด้วย รายได้จากธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และพื้นที่สำนักงานให้เช่า
  3. ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม (associated companies) จากการลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัท

บริษัทมีสัดส่วนรายได้ระหว่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Housing) และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ (Rental) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 70:30 ซึ่งการกระจายแหล่งรายได้เป็นกลไกที่ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความสม่ำเสมอและมีเสถียรภาพ

บริษัทดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการทั้งในและต่างประเทศ นอกจากธุรกิจในประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ Grande Centre Point และ ศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ Terminal 21 แล้ว บริษัทยังมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและอะพาร์ตเมนต์ ในสหรัฐอเมริกาด้วย

บริษัทมีการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ซึ่งในปัจจุบันได้แก่ โรงแรม ศูนย์การค้า และพื้นที่สำนักงานให้เช่าในทำเลศักยภาพ สำหรับในประเทศไทยบริษัทจะพัฒนาโครงการเอง โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัททั้งในด้านการออกแบบและการก่อสร้างโครงการ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการออกแบบระบบภายในที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ในระยะยาว ขณะที่ในสหรัฐอเมริกาบริษัทจะเน้นการเข้าซื้อโครงการที่สร้างแล้วเสร็จ หลังจากที่บริษัทได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการใหม่ บริษัทจะบริหารจัดการโครงการเองเพื่อให้มี occupancy rate และ room rate/rent rate ที่ดี ทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากนั้นบริษัทจะมีการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น โดยในประเทศไทยจะเป็นการขายให้กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และในสหรัฐอเมริกาจะเป็นการขายให้กับบุคคลภายนอก โดยปกติแล้วบริษัทจะมีการวางแผนในการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ทุกปี เพื่อรับรู้ผลตอบแทนจากการลงทุน และนำเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวมาลงทุนในการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ต่อไป

ในปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนในการซื้อเพิ่มหรือจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วม เนื่องจากบริษัทร่วมยังมีผลการดำเนินงานที่ดีในแต่ละปี และสร้างส่วนแบ่งกำไรที่ดีให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในบริษัทร่วมที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัท ทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจค้าปลีกที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ธุรกิจผลิตวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มธุรกิจการเงินซึ่งรวมถึงธนาคารพาณิชย์ที่มีนโยบายการให้สินเชื่อแก่ผู้อยู่อาศัย

ท่านสามารถติดตามผลการดำเนินงานล่าสุดของบริษัทได้จาก “ข้อมูลนำเสนอจากการประชุมนักวิเคราะห์”

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ ภายหลังจากการหักเงินสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทได้กำหนดไว้ และการจ่ายเงินปันผลนั้นจะต้องไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร โดยจะต้องพิจารณาถึงกระแสเงินสด และภาระการลงทุนของบริษัท รวมถึงความจำเป็นและความเหมาะสมอื่น ๆ ในอนาคต

บริษัทดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน ภายใต้นโยบายที่มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจอย่างสมดุลควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ โดยมีการดำเนินการตามนโยบายในด้านต่าง ๆ เช่น

ด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทมีการจัดทำรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งได้รับการทวนสอบและรับรองตามมาตรฐาน ISO 14064-1 และได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตปริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อีกทั้ง มีการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การจัดการขยะและของเสีย เป็นต้น

ด้านสังคม บริษัทมีการดูแลพนักงานโดยการสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการของพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม และมีการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พร้อมทั้งมีการดำเนินการด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในชุมชนใกล้เคียง

ด้านบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ บริษัทให้ความสำคัญกับการการกำกับดูแลกิจการที่ดีและยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส โดยจัดให้มีนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอรัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)

บริษัทได้รับการประเมินและคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ได้แก่

  1. FTSE4Good Index
  2. ESG Score "ระดับ BB" จาก MSCI
  3. ESG Risk Score "ระดับ Low Risk" จาก Morningstar Sustainalytics
  4. ASEAN Asset Class PLCs จากการประเมินตาม ASEAN Corporate Governance Scorecard
  5. SET ESG Rating "ระดับ AAA" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  6. ผลประเมินการกำกับดูแลกิจการระดับ “ดีเลิศ” จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD)