LH ปรับแผนธุรกิจใหม่รุกตลาดกลาง-ล่าง ปั้น 4 แบรนด์ชิงแชร์

" แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ " ดิ้นปรับแผนธุรกิจ เพิ่มพอร์ตลงทุนตลาดกลางล่างทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวราคา 1.5 - 5 ล้านบาท พร้อมเปิด 4 แบรนด์ใหม่ " inizio, The Key, Indy และโอกาส " เล็งไตรมาส 4 ผุด 5-6 โครงการ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท หวังแย่งส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า จากแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ซื้อที่อยู่อาศัยมีอายุลดน้อยลง รวมไปถึงฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของธุรกิจอสังหาฯอยู่ในระดับกลาง- ล่างราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท กอรบกับการสำรวจความต้องการของลูกค้าแลนด์แอนด์เฮ้าส์ พบว่า มีอายุลดน้อยลงจากเดิม 32-38 ปี มาอยู่ที่ 28-35 ปี

ดังนั้น บริษัทฯจึงขยายตลาดให้กว้างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับฐานความต้องการของลูกค้าที่บริษัทฯมีอยู่ ด้วยการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาอีก 3-4 แบรนด์ ในตลาดระดับกลาง-ล่าง ที่พร้อมจะเปิดตัวในไตรมาส4 ปี 53 นี้ได้แก่ 1. INIZIO เป็นโครงการบ้านเดี่ยว สำหรับครอบครัวเริ่มต้น เป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเองในระดับราคาประมาณ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีแผนพัฒนาแบรนด์ดังกล่าวปีละ 3 โครงการตามชานเมืองกทม. โดยปีนี้สามารถพัฒนาได้ 1 โครงการที่ รังสิต คลอง 3 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 93 ไร่ จำนวน 482 แปลง ขนาด 50 ตารางวาขึ้นไป มูลค่าประมาณ 700-800 ล้านบาท

2. THE KEY เป็น โครงการคอนโดมิเนียม หน้ากว้าง 6.50 เมตร ระดับราคาประมาณ 1.5 - 2 ล้านบาท ขณะนี้มีพื้นที่รองรับการพัฒนาแล้ว 3 ทำเลคือ แจ้งวัฒนะ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 6 ไร่เศษ สูง 21 ชั้น 2 อาคาร ขนาด 30-62 ตารางเมตร(ตร.ม.) รวม 988 ยูนิต, พหลโยธิน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 6 ไร่เศษ สูง 8 ชั้น 4 อาคาร ขนาด 33-66 ตร.ม. รวม 505 ยูนิต และประชาชื่น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 4 ไร่เศษ สูง 12 ชั้น 2 อาคาร ขนาด 31-62.5 ตร.ม. รวม 306 ยูนิต รวมมูลค่า 3 โครงการเกือบ 4,000 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการจะใช้สถาปนิกออกแบบไม่ซ้ำกัน เน้นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่อาศัยหรือทำงานอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ที่สัดส่วน 90% จะนิยมห้องขนาด 1 ห้องนอน และอีก 10% จะเป็นแบบ 2 ห้องนอน

3.แบรนด์ โอกาส เป็นบ้านพักตากอากาศตามหัวเมืองท่องเที่ยว ซึ่งลูกค้าบ้านของแลนด์มีความประสงค์จะให้ก่อสร้าง และบริษัทฯได้เล็งเห็นความต้องการของตลาด จึงได้พัฒนาโครงการแบรนด์ดังกล่าวขึ้นมา เพื่อมอบเป็นโอกาสของผู้บริโภค เพราะแต่ละยูนิตจะมีขนาดที่ใหญ่ ประเดิมโครงการแรกที่หัวหิน ซอย1 บนพื้นที่ 17 ไร่เศษ เป็นคอนโดมิเนียม 7 อาคาร รวม 176 ยูนิต ขนาด 90-150 ตร.ม. (ประกอบไปด้วย อาคาร 7 ชั้น 1 อาคาร อาคาร 6 ชั้น 2 อาคาร อาคาร 4 ชั้น 2 อาคาร อาคาร 3 ชั้น 2 อาคาร) ราคาประมาณ 90,000 บาท/ ตร.ม. หรือ 9 ล้านบาทขึ้นไป/ยูนิต และวิลลา 6 หลัง ขนาด 300 ตร.ม.ขึ้นไป ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปราคาขาย รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 1,700-1,800 ล้านบาท โดยห้องตัวอย่างจะแล้วเสร็จในปลายเดือนต.ค.นี้ ถือเป็นโครงการแรกของบริษัทเป็นสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัด

" นอกจากนี้เรายังมีที่ดินรองรับที่บริเวณเขาเต่า อีกประมาณ 20 ไร่ และที่เชียงใหม่อีกกว่า 10 ไร่ เพื่อพัฒนาแบรนด์ โอกาส ในอนาคต และกำลังมองหาที่ดินย่านเขาใหญ่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าด้วย"

นายนพร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้บริษัทฯมีแผนที่จะเปิดตัวทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ระดับราคา 1.5 ล้านบาทบวกลบ อีก 1 แบรนด์ ภายใต้ชื่อ " INDY " เป็นคำแสลงมาจากคำว่า INDIE แปลว่าเพื่อเจาะตลาดระดับกลาง ขณะนี้มีที่ดินรองรับแล้วหลายแปลง อาทิ ประชาอุทิศ และบางนา เป็นต้น คาดว่าจะเปิดตัวในปลายปี53 นี้หรือต้นปี 54

โดยในปี 53 นี้บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งสิ้น 49 โครงการ รวมมูลค่า 60,000 ล้านบาท เป็นการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ 19 โครงการ มูลค่า 32,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการเปิดตัวมากกว่าแผนที่วางไว้เดิม 12-13 โครงการ โดยเป็นสัดส่วนบ้านเดี่ยว 70-72% ที่เหลือเป็นคอนโดฯและทาวน์เฮาส์ ทั้งนี้ การพัฒนาบ้านระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาทจะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของพอร์ตสินค้า บ้านราคา 3-5 ล้านบาท 40-45% ที่เหลือเป็นบ้านระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป และทำให้ราคาบ้านเฉลี่ยของบริษัทลดลงมาอยู่ 3.08 ล้านบาท จากเดิม 3.6 ล้านบาท

"ส่วนการลงทุนในตลาดระดับล่าง อย่างบ้านหรือคอนโดฯบีโอไอ นั้นบริษัทฯคงไม่มีแผนเข้าไปพัฒนาแต่อย่างใด เพราะเป็นตลาดระดับแมสมากเกินไป การดูแลค่อนข้างยุ่งยากและลำบาก"

 

ดอกเบี้ยธุรกิจ
27 กันยายน 2010