ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย เกิดจากการควบรวมกิจการกันระหว่างบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) )(หรือ LHCF)และบริษัทเงินทุน บุคคลัภย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(มาสเตอร์แพลน)ของธนาคารแห่งประเทศไทย และนับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มLHให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
จากประสบการณ์และความชำนาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ " อนันต์ อัศวโภคิน" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ประกาศใช้เป็นจุดแข็งด้าน"บริการ"ที่รวดเร็ว โดยอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 3 วัน เป็นกลยุทธ์ขอชิงมาร์เก็ตแชร์ในตลาดสินเชื่อ
ที่อยู่อาศัย เจาะฐานลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยในราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป
แม้ว่าขณะนี้จะมีเจ้าตลาดคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ที่มีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 20 % และธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่มีการแข่งขันปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ด้วยปริมาณความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อปีที่สูงถึง 150,000 ล้านบาท ทำให้ "เขา"มั่นใจว่ายังมีที่ว่างสำหรับ "ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย"
ด้วยขนาดของสินทรัพย์ของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อยเบื้องต้น 4,000 ล้านบาท และทุนจะทะเบียนชำระแล้ว 1,100 ล้านบาท (ทุนจดทะเบียน 2,600 ล้านบาท จะทยอยเรยกชำระให้ครบภายใน 3 ปี ) สามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ถึง 20,000 ล้านบาท แต่ในปีแรกธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อไว้เพียง 6,000-7,000 ล้านบาท และในปีต่อไปๆจะขยายสินเชื่อเพิ่มเป็นเฉลี่ย 10,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับธุรกิจของทั้งกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ที่มีฐานธุรกิจต่อปีประมาณ 36,000 ล้านบาท
"ผมเลือกเป็นธุรกิจMarketing มากกว่า ธุรกิจFinanace เพราะต้องการโฟกัสในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกลุ่มมีความชำนาญและเป็นการขยายการให้บริการกับลูกค้าโครงการในกลุ่ม ซึ่งธนาคารแห่งนี้จะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ในราคาตั้งแต่ 1ล้านบาทขึ้นไปในทำเลกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเชื่อว่าจะทำให้การให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารมีเสถียรภาพในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับต่ำ" นายอนันต์กล่าว
นอกจากธุรกิจหลักที่มาจากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว การให้สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อแฟคตอริ่งซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่ บง.บุคคลัภย์ทำอยู่แล้ว ก็จะเป็นอีกบริการที่จะมีให้แก่ลูกค้า โดยธนาคารใหม่แห่งนี้จะรายได้หลัก 2ทางของธนาคารคือ การขายพอร์ตสินเชื่อและการปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกันบริการด้านการรับฝากเงินจากลูกค้านั้น เขายืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ในตลาด
ประมาณต้นปี 2549 ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย มีแผนที่จะแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์หรือทำ Securitization ล็อตแรก โดยขายพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันการเงิน กองทุนนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาประมาณ 2,000ล้านบาท และนำเงินที่ได้จากการขายพอร์ตสินเชื่อไปใช้เป็นเงินหมุนเวียนในการปล่อยสินเชื่อต่อ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการระดมทุนที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และลดต้นทุนทางการเงิน และทำให้ธนาคารไม่มีลูกหนี้สินเชื่อในพอร์ตมากจนเกินไป
เป้าหมายในอนาคตของธนาคารแห่งนี้ ไม่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์รุ่นใหญ่ ที่เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไปหมดแล้ว ซึ่ง "อนันต์" วางแผนไว้แล้วว่าเมื่อธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อยมีกำไร ก็จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่จำเป็นต้องรอ
ยกระดับขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบก่อน แต่ในขณะเดียวกัน เป้าหมายของการเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ เป็นเป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งในขณะนั้นธนาคารฯจะต้องมีขนาดของเงินกองทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
จุดแข็งอีกด้านหนึ่งของธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อยคือ การเปิดสาขาตามสาขาของโฮมโปรซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มLHอยู่แล้ว โดยในปีแรกจะเปิดสาขาทั้งสิ้น 4 แห่ง ก่อนที่จะขยายไปยังสาขาโฮมโปรที่มีอยู่ทั้งหมด 20 แห่งในระยะต่อไป ส่วนสำนักงานใหญ่ของธนาคารนั้นเบื้องต้นจะมีจำนวนพนักงาน 200 คน โดยมี'นายชีระ สุริยาศศิน' กรรมการผู้จัดการ บง.บุคคลัภย์ เป็นกรรมการผู้จัดการของธนาคาร
หลังการยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยในปลายปี 2548 คาดว่าประมาณต้นปี 2549 อาคารคิวเฮ้าส์ หัวถนนสาทร ย่านลุมพินี "ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์เพื่อรายย่อย" จะพร้อมให้บริการแก่ลูกค้า ภายใต้เป้าหมายที่จะถึงจุดคุ้มทุน หลังการเปิดดำเนินการไปแล้ว 2 ปี ซึ่งแม้ว่าจะเป็นจังหวะของเศรษฐกิจขาลง แต่ "อนันต์ อัศวโภคิน" ตั้งธงไว้แล้วสำหรับธนาคารใหม่แห่งนี้
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 14-17 สิงหาคม 2548