แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ไตรมาส 2/2548 กำไร 1,442 ล้านบาท พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.25 บาท
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2/2548 ดังนี้
  1. บริษัทฯและบริษัทย่อย มียอดขายอันเกิดจากการโอนบ้านรวมทั้งสิ้น 6,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 37.58 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.64 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ไตรมาสนี้นับเป็นไตรมาสที่บริษัทฯ สามารถบันทึกยอดขายได้สูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัทฯ ทั้งนี้บริษัทฯ เคยมีสถิติยอดขายรายไตรมาสสูงสุดเมื่อไตรมาสที่ 4/2546 โดยมียอดขายรวม 5,580 ล้านบาท
  2. ในไตรมาสนี้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 34.2 ซึ่งดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2548 ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 33.4 แต่ยังต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับร้อยละ 38.9 ที่ทำได้ในไตรมาสที่ 2/2547 ทั้งนี้เพราะสภาวะการแข่งขันในธุรกิจยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง
  3. บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรทั้งสิ้น 1,422 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.33 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,098 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีผลกำไรลดลงร้อยละ 17.36 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2547 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,745 ล้านบาท ทั้งนี้เพราะบริษัทฯ มีการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนสูงถึง 460 ล้านบาท เมื่อไตรมาสที่ 2/2547 ในขณะที่ไตรมาสนี้มีการบันทึกกำไรจากการขายเงินลงทุนเพียง 136 ล้านบาทเท่านั้น

ทางด้านฐานะการเงินของบริษัทฯ และบริษัทย่อยนั้น ณ สิ้นไตรมาส 2/2548 บริษัทฯ มีสภาพคล่องกว่า 4,250 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ ได้พิจารณาให้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 13 กันยายน 2548

ผลการดำเนินงานของบริษัท
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) ได้กล่าวถึงผลภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงครึ่งปีแรก 2548 ว่า ที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่มในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มียอดรวม 32,400 หน่วย เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2547 คิดเป็น 24.2 % โดยมีการขยายตัวทั้งสร้างเองและที่จัดสรร ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่ม
จำแนกตามประเภทดำเนินการ ระหว่างปี 2544 - 2548

จำแนกประเภท ม.ค- มิ.ย
2544
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2545
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2546
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2547
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2548
(หน่วย)
สร้างเอง 9,297 9,143 9,318 8,761 11,685
จัดสรร 8,697 9,324 9,805 17,313 20,715
รวมทั้งหมด 17,994 18,467 19,123 26,074 32,400

ข้อมูลเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่ม
จำแนกตามประเภทของจัดสรร ระหว่างปี 2544 - 2548

จำแนก
ประเภท
จัดสรร
ม.ค- มิ.ย
2544
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2545
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2546
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2547
(หน่วย)
ม.ค- มิ.ย
2548
(หน่วย)
บ้านเดี่ยว 2,912 3,386 5,583 11,722 12,044
เปลี่ยนแปลง - 1 % 16 % 65 % 110 % 2.7 %
บ้านแฝด 32 6 362 23 410
เปลี่ยนแปลง - 64 % - 81 % 5,933 % -94 % 1,682 %
ทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชย์ 2,205 4,213 3,444 4,563 5,353
เปลี่ยนแปลง 126 % 91 % - 18 % 32 % 17.3 %
คอนโด 3,548 1,719 416 1,005 2,908
เปลี่ยนแปลง 37 % - 52 % - 76 % 142 % 189.3 %
รวมทั้งหมด 8,697 9,324 9,805 17,313 20,715
เปลี่ยนแปลง 32 % 7 % 5 % 77 % 19.6 %

ที่มา : ธนาคารอาคารสงเคราะห์

สำหรับยอดบ้านจดทะเบียนเพิ่มประเภทจัดสรร ในครึ่งปีแรก ปี 2548 มีจำนวน 20,715 หน่วย เพิ่มขึ้น 19.6 % จากปีก่อนหน้านี้ เมื่อพิจารณาแบ่งแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย แบ่งแยกได้เป็น

  • ประเภทบ้านเดี่ยว มีจำนวน 12,044 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.7 % เทียบกับครึ่งปีแรก 2547
  • ประเภทบ้านแฝด มีจำนวน 410 หน่วย เพิ่มขึ้น 1,682 % เทียบกับครึ่งปีแรก 2547
  • ประเภททาวน์เฮ้าส์ มีจำนวน 5,353 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.3% เทียบกับครึ่งปีแรก 2547
  • ประเภทคอนโดมิเนียมมีจำนวน 2,908 หน่วย เพิ่มขึ้น 189.3% เทียบกับครึ่งปีแรก 2547

ในปี 2548 คาดว่าทั้งปีนี้จะมียอดบ้านจดทะเบียนเพิ่มรวมทั้งสิ้นประมาณ 68,000 หน่วย โดยปัจจัยที่มีผลต่อตลาดที่อยู่อาศัยที่สำคัญๆ ได้แก่

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth Rate) ที่อยู่ในระดับร้อยละ 3.5 - 4.5 ต่อปี จากการประมาณการเมื่อต้นปี ที่ระดับร้อยละ 5.5 ต่อปี
  • การลงทุนของภาครัฐบาล จะมีผลต่อการกระตุ้นความเติบโตของเศรษฐกิจ นอกจากนี้การลงทุนในด้านสาธารณูปโภคของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร อันส่งผลดีต่อตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมในอนาคต
  • แม้ว่าอัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1 %แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยเติบโตสูงสุดและในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MLR = 5.75% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ยสำหรับที่อยู่อาศัย สำหรับปีแรก 2.25% ปีต่อไป MLR - 0.75%) ในขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ยังคงแข่งขันในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย
  • อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในระดับประมาณ ร้อยละ 4.0-4.5 จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยมากนัก
  • การปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล** ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าต้นทุนบ้านจะเพิ่มขึ้น 8 - 10 %
    ** ราคาก่อนปรับอยู่ที่ 14.59 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 20 กพ. 2548 เปรียบเทียบกับราคาในปัจจุบันอยู่ที่ 22.99 บาทต่อลิตร ปรับตัวสูงขึ้น 57.5 %
  • การเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ
  • การซื้อที่ดินใหม่ของผู้ประกอบการ น้อยลงตั้งแต่ปลายปี 2547
  • การขออนุญาตจัดสรรที่ดินของผู้ประกอบการลดลง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2548 ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากการเปิดการขายของโครงการในครึ่งปีแรกของปี 2548 มีเพียง 182 โครงการ หรือประมาณ 40 % เทียบกับปี 2547

กล่าวโดยสรุปได้ว่า
จากการที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันจากการที่ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ จะทำให้มีการขยายและเปิดโครงการใหม่น้อยลง ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยจะปรับตัวเข้าสู่สภาวะสมดุล และปรับตัวเข้าสู่กำลังซื้อจริง
คาดว่าภาพรวมของที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นจะเติบโตประมาณ 10 % หรือประมาณ 68,000 หน่วย โดยสัดส่วนประมาณ 70 % จะมาจากผู้ประกอบการ

ผลการดำเนินงานของบริษัท
นายนพร ได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2548 ว่า บริษัทฯ ได้ส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้า 1,892 หน่วย โดยแบ่งแยกเป็นบ้านเดี่ยว 1,623 หน่วย และคอนโดมิเนียม 269 หน่วย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.68% (ในปี 2547 บริษัทส่งมอบบ้านจำนวน 1,478 หน่วย) โดยในช่วงครึ่งปีแรกนั้น บริษัทฯ มีโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 31 โครงการ เป็นโครงการเปิดใหม่ 3 โครงการ สำหรับแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดโครงการใหม่อีก 10 โครงการ (ไตรมาส 3 เปิด 6 โครงการ, ไตรมาส 4 เปิด 4 โครงการ) แบ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 7 โครงการ โครงการคอนโดมิเนียมบนถนนสุขุมวิท 43 อีก 1 โครงการ และโครงการบ้านเดี่ยวในจังหวัดเชียงใหม่และขอนแก่นจังหวัดละ 1 โครงการ รวมจำนวนโครงการที่เปิดดำเนินงานภายในปี 2548 ทั้งสิ้น 41 โครงการ

โครงการเปิดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2548

โครงการ ประมาณการเปิด
1. มัณฑนา รังสิต 2 กรกฎาคม
2. มัณฑนา ปิ่นเกล้า- พระราม5 สิงหาคม
3. พฤกษ์ลดา พระราม 2 สิงหาคม
4. สีวลี ปิ่นเกล้า - สาธร สิงหาคม
5. The Bangkok สุขุมวิท 43 กันยายน
6. สีวลี เชียงใหม่ กันยายน
7. ลดาวัลย์ สาธร - เพชรเกษม ตุลาคม
8. สีวลี สุวรรณภูมิ ตุลาคม
9. นันทวัน วงแหวน - อ่อนนุช ตุลาคม
10. ชลลดา ขอนแก่น พฤศจิกายน

โครงการที่เปิดไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก 2548

โครงการ ประมาณการเปิด
1. นันทวัน สวนหลวง ร.๙ กรกฎาคม
2. The Bangkok - นราธิวาสราชนครินทร์ สิงหาคม
3. ลดาวัลย์ ปิ่นเกล้า-สาธร สิงหาคม

การดำเนินงานของบริษัทฯ ยังคงเน้นการดำเนินงาน "บ้านสร้างก่อนขาย" โดยเน้นให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาระบบงาน โดยเฉพาะการศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค ความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อการใช้ฟังก์ชันบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญในการศึกษาประเด็นต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยได้ศึกษาการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาด ความต้องการที่อยู่อาศัย (Housing Demand) ในแต่ละทำเล, ระดับราคาสินค้า (Segmentation) ตลอดจนความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการในแบบบ้านต่างๆ ของลูกค้า เพื่อนำมาวางแผนงานก่อสร้างให้สอดคล้องกับอัตราการขายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา