แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มียอดขาย ปี45 รวม 15,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45 % กำไร 3,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146 %
จำแนกประเภท จำนวนยูนิต ปี 2545 จำนวนยูนิต ปี 2546 เปลี่ยนแปลง
ที่อยู่อาศัย สร้างเอง 19,639 17,693 -9.91 %
ที่อยู่อาศัย จัดสรร 14,384 16,342 13.61 %
รวมทั้งหมด 34,023 34,035 0.04 %

ที่อยู่อาศัยจัดสรรในปี 2545 แยกเป็น :

  • บ้านเดี่ยวจัดสรรมียอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 8,604 หน่วย เมื่อเทียบกับปี 2544 จำนวน 5,802 หน่วย เติบโตขึ้น 48.29 %
  • ทาวน์เฮ้าส์จัดสรรมียอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 5,731 หน่วย เมื่อเทียบกับปี 2544 จำนวน 3,785 หน่วย เติบโตขึ้น 51.41 %
  • ในส่วนของตลาดอาคารชุดนั้น มียอดจดทะเบียนลดลงจาก 4,693 หน่วยในปี 2544 มาเป็น 1,971 หน่วยในปี 2545 ลดลง 58 %

สาเหตุที่อาคารชุดมียอดจดทะเบียนลดลงถึง 58 % เป็นเพราะอาคารชุดที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นอาคารชุดสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน สำหรับอาคารชุดราคากลางและสูงนั้นเริ่มขาดแคลนมากขึ้นและต้องใช้เวลาในการพัฒนาและก่อสร้างนานกว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์

นายอนันต์ได้กล่าวถึงแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2546 ว่า มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ตลอดจนมาตรการที่รัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น และเมื่อเทียบตัวเลขจัดสรรจดทะเบียนใหม่ในปี 2545 ซึ่งเท่ากับ 16,342 หน่วย กับตัวเลขสูงสุดในปี 2538 คือ 140,301 หน่วยแล้ว ปี 2545 มีตัวเลขจัดสรรจดทะเบียนเพียง 11.6 % ของปีสูงสุดเท่านั้น

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยว่าในปี 2545 มีกำไรทั้งสิ้น 3,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146 % เมื่อเทียบกับปี 2544 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,551 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นในปี 2545 เกิดจากสาเหตุหลายประการดังต่อไปนี้

  1. บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขายอันเกิดจากการโอนบ้านรวมทั้งสิ้น 15,103 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2544 คิดเป็น 45 %
  2. อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขาย ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ลดลงมาอยู่ที่ระต่ำมากเมื่อเทียบกับทั้งอุตสาหกรรม คือเหลือเพียงร้อยละ 7.6 ของยอดขายในปี 2545 โดยลดลงจากระดับร้อยละ 9.4 ของยอดขายในปี 2544 ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพของระบบงานภายในของบริษัทฯ ทำให้สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นด้วยปริมาณพนักงานเท่าเดิม
  3. ดอกเบี้ยจ่ายในปี 2545 ลดลงกว่า 200 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถลดภาระหนี้ลงอย่างต่อเนื่องและ ต้นทุนการเงินที่ลดลงอันเนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยลดลง

ทางด้านฐานะการเงินของบริษัทฯและบริษัทย่อยนั้น ในรอบปีที่ผ่านมา ได้มีการคืนเงินกู้กว่า 2,200 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น ที่เพิ่มขึ้นกว่า 5,000 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทฯและบริษัทย่อยลดลงจาก 0.73 : 1 เมื่อสิ้นปี 2544 เหลือเพียง 0.40 : 1 เมื่อสิ้นปี 2545

นายอดิศร ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการใช้จ่ายด้านการลงทุนและแหล่งเงินทุน ในปี 2546 ว่า บริษัทฯ ได้เตรียมงบประมาณการลงทุนไว้ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนซื้อที่ดินเพื่อเตรียมพัฒนาในปี 2547 ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือสำหรับลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินในการซื้อโครงการใหม่และพัฒนาโครงการที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จโดยเงินลงทุนทั้งหมดจะมาจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงานโดยปกติของบริษัทฯ

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงแผนการดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงการในปี 2546 นี้ว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งจำนวนบ้านที่ส่งมอบให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้ในปี 2545 คิดเป็น 2,800 ยูนิต ทำให้ ณ สิ้นปี 2545 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งในตลาดที่อยู่อาศัยจดทะเบียนประเภทบ้านเดี่ยวจัดสรรอยู่ประมาณ 25 % ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่ดำเนินงานอยู่ 26 โครงการ เป็นโครงการในกรุงเทพฯ 20 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัด 6 โครงการ ในปี 2546 นี้มีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 15 โครงการ รวมโครงการทั้งสิ้นปี 2546 จำนวน 41 โครงการโดยเป็นโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล 35 โครงการ

  • ไตรมาสที่ 1 ได้เปิดโครงการไปแล้ว 3 โครงการ คือ พาร์ค แกลเลอรี่ พระราม 2, ชัยพฤกษ์ ติวานนท์ - วงแหวนและชลลดา วงแหวน - รัตนาธิเบศร์
  • ไตรมาสที่ 2 เตรียมเปิดอีก 3 โครงการ บนทำเล วัชรพล - รามอินทรา, พระราม 5 และสุขุมวิท 103 - ศรีนครินทร์
  • ไตรมาสที่ 3 วางแผนเปิด 4 โครงการใหม่ ตั้งอยู่บนทำเล ปิ่นเกล้า - พุทธมณฑล สาย 2, สุขุมวิท 77, รังสิต คลอง 4 และรามคำแหง - สุวินทวงศ์
  • ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2546 วางแผนเปิด 5 โครงการใหม่ บนทำเลเจริญกรุง, รังสิตคลอง 4, รามอินทรา กม.2, ปิ่นเกล้า - พุทธมณฑลและทำเลตลิ่งชัน

โดยมีมูลค่าโครงการรวมทั้งหมดประมาณ 22,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 12 โครงการที่พัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวสำหรับกลุ่มเป้าหมายระดับราคาตั้งแต่ 2.5 - 10 ล้านบาทและโครงการทาวน์เฮ้าส์ 3 โครงการระดับราคาเริ่มต้น 3 ล้านบาท

นายนพร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงการพัฒนาโครงการในปี 2546 ว่า จะเป็นโครงการบ้านสร้างเสร็จก่อนขายทั้งหมด โดยเน้นการพัฒนามาตรฐานของบ้านให้ตรงกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับเพิ่มประสิทธิภาพในระบบงานก่อสร้างบ้าน เพื่อให้ได้งานที่ประณีต คุณภาพบ้านที่ดีสมบูรณ์ ทั้งนี้ในทุกโครงการของบริษัทฯ จะได้รับการพัฒนาสร้างสภาพแวดล้อมให้เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการ เพื่อให้พร้อมสำหรับการย้ายเข้าอยู่อาศัยของลูกค้า บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นในตลาดที่อยู่อาศัยบ้านเดี่ยว ว่ายังคงมีศักยภาพสูงในการเติบโต ผู้บริโภคมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีเหมาะสมในการตัดสินใจซื้อบ้าน อันเนื่องมาจากปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐและการแข่งขันปล่อยสินเชื่อของธนาคาร

" นอกจากนี้บริษัทฯ มีความสนใจและกำลังศึกษาการทำตลาดที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม เนื่องจากตลาดมีศักยภาพสูง โดยบริษัทฯ ได้เตรียมซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม และคาดว่าจะสามารถเปิดการขายได้ในราวปี 2547 " นายนพร ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมในตอนท้าย