นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2545 นี้ว่า สภาวะที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่มในครึ่งปีแรกของปี 2545 ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.6 % แต่เมื่อพิจารณาลงไปในแต่หมวดแล้ว จะเห็นว่าที่อยู่อาศัยสร้างเองลดจาก 9,297 หน่วย เป็น 9,143 หน่วย หรือลดลง 1.7 % ส่วนที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรนั้นโตขึ้น 7.2 % โดยบ้านเดี่ยวจัดสรรโตขึ้น 16.3 % จาก 2,912 หน่วยเป็น 3,386 หน่วย , ทาวน์เฮ้าส์ โตขึ้นถึง 91 % จาก 2,205 หน่วย เป็น 4,213 หน่วย ส่วนอาคารชุดลดลง 51.6 % จาก 3,548 หน่วย เป็น 1,719 หน่วย เนื่องจากมีอุปทานไม่เพียงพอกับอุปสงค์ที่มีอยู่ สรุปโดยรวมแล้วนับแต่ปีที่เกิดวิกฤตการณ์ 2540 เป็นต้นมา บ้านเดี่ยวสต็อกหมดไป และเริ่มสร้างใหม่ในปี 2543 ทาวน์เฮ้าส์สต็อกหมดไปและเริ่มสร้างใหม่ในปี 2544 ส่วนอาคารชุดนั้นที่ลดลงไปถึง 51.6 % ในครึ่งปีแรกนี้ เกิดจากสต็อกที่หมดไปและอุปทานเกิดขึ้นไม่เพียงพอกับอุปสงค์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในครึ่งปีแรกโครงการอาคารชุดราคาประหยัดหลายโครงการซึ่ง เปิดตัวจากโครงการเก่ามาทำใหม่จึงมียอดจองมากขึ้น ซึ่งจะมาเพิ่มเป็นจำนวนหน่วยอาคารชุดจดทะเบียนในครึ่งปีหลังนี้
กล่าวโดยรวมแล้ว ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2544 โดยอุปทานค่อย ๆ ปรับตัวให้ทันกับอุปสงค์ที่เกิดขึ้น การปรับตัวนี้จะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นกับองค์ประกอบหลายประการ เช่น ขั้นตอนการปล่อยสินเชื่อพัฒนาโครงการของธนาคาร ขั้นตอนและระเบียบของกฎหมายที่เปลี่ยนไป ตลอดจนตลาดแรงงานและวัสดุก่อสร้างที่เริ่มขาดแคลนและปรับราคาไปแล้วในบางหมวด
การสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีจากเงินดาวน์จะหมดลงในเดือนกันยายน 2545 และส่วนลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน ค่าจำนองและภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็จะหมดอายุภายในเดือนธันวาคม 2545 ดังนั้นสภาวะที่อยู่อาศัยจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลในการต่ออายุมาตรการเหล่านี้ต่อไป