แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2545 มีกำไร 1,049 ล้านบาท มากกว่าไตรมาส 2/2544 กว่า 150% ซึ่งมีกำไรสุทธิเพียง 414 ล้านบาท ในขณะที่สัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 0.43 : 1 ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.70 บาท มั่นใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เตรียมเปิดอีก 6 โครงการ ภายในสิ้นปี 2545 มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงกว่า 150% ในไตรมาสนี้ว่ามีผลมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
- บริษัทฯ มียอดขายจากการโอนบ้านในไตรมาสที่ 2/2545 เท่ากับ 3,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2544 ซึ่งมียอดขาย 2,173 ล้านบาท เป็นอัตราเพิ่มถึง 60% หากรวมบริษัทย่อยแล้ว จะมียอดขายรวมเป็น 3,793 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2/2545 ซึ่งเพิ่มขึ้น 58% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2544
- อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลงเหลือเพียง 7.6% ของยอดขายในไตรมาสที่ 2/2545 เมื่อเทียบกับ 9.0% เมื่อไตรมาส 2/2544 ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของการบริหารงานก่อสร้างและการตลาด
- ดอกเบี้ยจ่ายในไตรมาสที่ 2/2545 ลดลง 44 ล้านบาท เนื่องจากภาระหนี้ที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการกู้เงินที่ลดลงอันเนื่องจากการระดมเงินจากตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้และตั๋วแลกเงิน (B/E)
ในต้นปี 2545 บริษัทฯมีโครงการที่ดำเนินการอยู่ 24 โครงการ เป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 18 โครงการ และ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่นและโคราช อีก 6 โครงการ ภายในปี 2545 นี้จะมีโครงการที่เสร็จไป 3 โครงการ เปิดใหม่ 6 โครงการ ดังนั้นในสิ้นปี 2545 บริษัทฯจะมีโครงการที่ขายอยู่ทั้งสิ้น 27 โครงการ
ทางด้านฐานะการเงินของบริษัทฯ นั้น นายอดิศรได้ชี้แจงว่า ยอดหนี้เงินกู้ของบริษัทฯ ได้ลดลงมาโดยตลอด โดยในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้คืนเงินกู้ไปประมาณ 1,600 ล้านบาท เมื่อประกอบกับส่วนของผู้ถือหุ้นที่มียอดเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงจาก 0.65 : 1 เมื่อสิ้นปี 2544 เหลือเพียง 0.43 : 1 เมื่อสิ้นไตรมาส 2/2545 นอกจากนี้ ยอดเงินสดในมือเมื่อรวมกับเงินลงทุนระยะสั้นก็เพิ่มขึ้นเกือบ 400 ล้านบาท จากเมื่อสิ้นปี 2544
จากฐานะการเงินดังกล่าวประกอบกับสภาพคล่องในมือที่ดีขึ้นเป็นลำดับ คณะกรรมการบริษัทฯ จึงพิจารณาให้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.70 บาทต่อหุ้น นับเป็นการจ่ายปันผลครั้งแรกหลังจากที่บริษัทฯ เคยจ่ายครั้งสุดท้ายไปเมื่อปี 2540 โดยจ่ายจากผลกำไรที่ทำได้ในปี 2539