แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ไตรมาส 3 ยอดขายทะลุ 4 พันล้านบาท กำไร 1,167 ล้านบาท เพิ่ม 131 % 9 เดือนแรกยอดขายกว่า 11,000 ล้านบาท กำไร 2,735 ล้านบาท

นายอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2545 นี้ว่า สภาวะที่อยู่อาศัยจดทะเบียนเพิ่มในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 8 เดือนแรกของปี 2545 มีจำนวน 24,111 ยูนิต เติบโตขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2544 โดยที่อยู่อาศัยประเภทสร้างเองลดลง คือจาก 12,809 หน่วย เป็น 12,537 หน่วย หรือลดลง 2.1 % ส่วนที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรนั้นขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% คาดว่าตัวเลขที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรทั้งปี 2545 จะอยู่ที่ประมาณ 17,500 หน่วย ซึ่งเท่ากับเพียง 12.4 % ของตัวเลขจดทะเบียนที่เกิดขึ้นก่อนวิกฤตในปี 2538 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า โดยรวมแล้วตลาดที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมากและต้องใช้เวลาอีกหลายปีถึงจะสามารถมียอดจดทะเบียนเพิ่มได้ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต

ประเภท 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 ประมาณการ 2544 ม.ค. - ส.ค. 2545 ม.ค. - ส.ค.
สร้างเอง 32,118 28,059 27,418 22,716 15,497 18,064 19,639 19,000 12,809 12,537
จัดสรร 140,301 138,726 117,937 41,148 17,885 13,964 14,384 17,500 10,559 11,574
รวม 172,419 166,785 145,355 63,864 33,382 32,028 34,023 36,500 23,368 24,111

สำหรับบ้านเดี่ยวจัดสรรช่วง ม.ค. - ส.ค. เติบโตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2544 จาก 3,817 หน่วยเป็น 4,960 หน่วย จะเห็นได้ว่าตัวเลขบ้านเดี่ยวจดทะเบียนในปัจจุบันอยู่ที่ระดับเพียง 35 % ของตัวเลขก่อนวิกฤตปี 2538 ในขณะที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สามารถโอนบ้านเพิ่มขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2538

บ้านเดี่ยว 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 ประมาณการ 2544 ม.ค. - ส.ค. 2545 ม.ค. - ส.ค.
จัดสรรทั้งหมด 20,793 19,332 14,798 3,356 2,797 6,489 5,802 7,500 3,817 4,960
LH รวม 1,216 1,411 1,387 1,271 823 1,084 1,711 2,250 1,045 1,500

สำหรับทาวน์เฮ้าส์จัดสรรนั้น ช่วง ม.ค. - ส.ค. เติบโตขึ้นถึง 102% จาก 2,423 หน่วย เป็น 4,885 หน่วย โดยในปัจจุบันแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ไม่มีส่วนแบ่งใดๆ ในตลาดนี้เลยในขณะที่หลายปีก่อน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เคยมียอดโอนสูงถึงกว่า 1,600 หน่วย (ในปี 2539)

ทาวน์เฮ้าส์ 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 ประมาณการ 2544 ม.ค. - ส.ค. 2545 ม.ค. - ส.ค.
จัดสรรทั้งหมด 58,093 57,956 42,678 9,833 1,598 1,669 3,785 7,300 2,423 4,885
LH รวม 1,350 1,642 1,412 557 337 180 13 0 13 0

ในส่วนของตลาดอาคารชุดนั้น จากตัวเลขจดทะเบียนกลับลดลงถึง 60% จาก 4,287 หน่วย เหลือเพียง 1,723 หน่วย เนื่องจากสต็อกที่หมดไปและอุปทานที่เกิดขึ้นใหม่ไม่เพียงพอกับอุปสงค์

อาคารชุด 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 ประมาณการ 2544 ม.ค. - ส.ค. 2545 ม.ค. - ส.ค.
จัดสรรทั้งหมด 60,477 60,744 59,561 27,788 13,416 5,633 4,693 2,600 4,287 1,723
LH รวม 0 0 1 66 131 50 2 0 1 0

นายอนันต์ ได้เปิดเผยถึงแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงปลายปีนี้ จนถึงปี 2546 นี้ว่า มีความเชื่อมั่นว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาวการณ์ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการซื้อบ้าน ทั้งทางด้านราคาที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ธนาคารมีนโยบายมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อ จึงมีเงื่อนไขพิเศษทางด้านเงินดาวน์และเสนออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ต่ำแก่ผู้ซื้อบ้าน

ในส่วนของแผนงานของบริษัทฯ ในปี 2546 นั้น บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นขยายตลาดบ้านเดี่ยวดังเดิม และศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ตลาดประเภททาวน์เฮ้าส์และอาคารชุด เพราะเป็นตลาดที่บริษัทฯ ได้ละทิ้งไปนาน นอกจากนี้ นายอนันต์ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงมาตราการของภาครัฐในการส่งเสริมภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในปีนี้ ว่าน่าจะมีการขยายระยะเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้การฟื้นตัวของภาคธุรกิจนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) ได้เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2545 มีกำไร 1,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 131%เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2544 ซึ่งมีกำไรสุทธิเพียง 504 ล้านบาท ในขณะที่ยอดกำไร 9 เดือนแรก 2,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106 % จาก 9 เดือนในปี 2544 โดยมียอดขาย
9 เดือนรวม 11,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55 % จากช่วงเดียวกันในปี 2544 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยังมั่นใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เตรียมเปิดโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ ภายในปี 2546 ทั้งนี้ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 131% ในไตรมาสนี้ว่ามีผลมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. บริษัทฯ และบริษัทย่อย มียอดขายจากการโอนบ้านในไตรมาสที่ 3/2545 เท่ากับ 4,089 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2544 ซึ่งมียอดขาย 2,624 ล้านบาท เป็นอัตราเพิ่มขึ้น 55% และนับเป็นสถิติยอดขายสูงสุดต่อไตรมาสของบริษัทฯ
  2. อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับทั้งอุตสาหกรรม คือเหลือเพียง 7.5% ของยอดขายในไตรมาสที่ 3/2545 เมื่อเทียบกับ 10.3% เมื่อไตรมาส 3/2544 ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพของระบบงานภายในบริษัทฯ ทำให้สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายมากนัก
  3. ดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 3/2545 ลดลง 59 ล้านบาท เนื่องจากภาระหนี้ที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการกู้เงินที่ลดลงอันเนื่องจากการระดมเงินจากตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้และตั๋วแลกเงิน (B/E)

ทางด้านฐานะการเงินของบริษัทฯ และบริษัทย่อยนั้น นายอดิศรได้ชี้แจงว่า ยอดหนี้เงินกู้ของบริษัทฯ ได้ลดลงมาโดยตลอด โดยในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้คืนเงินกู้ไปประมาณ 1,800 ล้านบาท เมื่อประกอบกับส่วนของผู้ถือหุ้นที่มียอดเพิ่มขึ้นประมาณ 3,600 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงจาก 0.73 : 1 เมื่อสิ้นปี 2544 เหลือเพียง 0.47 : 1 เมื่อสิ้นไตรมาส 3/2545 นอกจากนี้ ยอดเงินสดในมือเมื่อรวมกับเงินลงทุนระยะสั้นก็เพิ่มขึ้นเกือบ 800 ล้านบาท จากเมื่อสิ้นปี 2544

ในส่วนของแผนงานทางด้านการเงินของบริษัทฯ สำหรับปี 2546 นั้น บริษัทฯ คาดว่า จะเตรียมงบสำหรับการซื้อที่ดินจำนวนประมาณ 3,000 ล้านบาท และกันเงินบางส่วนไว้สำหรับการจ่ายเงินปันผลประจำปี ทั้งนี้บริษัทฯ จะยังคงมีเงินสดเหลือเพื่อนำมาลดหนี้เงินกู้ จำนวนประมาณ 3,000 ล้านบาท