แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินสถานการณ์ที่อยู่อาศัยในปี 2545 ว่า การแข่งขันทางการตลาดยังคงไม่รุนแรง เพราะความต้องที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับอุปทานบ้านที่สร้างเสร็จมีไม่เพียงพอ ด้านนโยบายบริษัทฯ ในปีนี้มุ่งเน้นลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้เหลือ 0.5 โดยการออกตราสารหนี้ พร้อมวางงบประมาณ 2,000 ล้านบาทเพื่อซื้อที่ดินและลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์
นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2545 ว่า มีกำลังซื้อฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ส่งผลให้เกิดกิจกรรมการตลาดและการก่อสร้างใหม่คึกคักมากขึ้น เนื่องจากจำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างอยู่ในโครงการต่างๆ ได้หมดลงรวมถึงคอนโดมิเนียมราคาต่ำก็มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วและคาดว่าตลาดนี้จะหมดลงเช่นกันในปลายปี 2545 สำหรับในปีที่ผ่านมานั้น บริษัทพัฒนาที่ดินทั้งในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ได้รายงานยอดจองที่มากกว่ายอดที่สามารถสร้างส่งมอบได้ โดยยอดจองทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ตั้งแต่ 20% - 50 % ซึ่งจะส่งผลให้การก่อสร้างในปี 2545 เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามาก
สถิติตัวเลขจดทะเบียนที่อยู่อาศัยใหม่ที่สร้างเสร็จทุกประเภทของกรุงเทพฯ และปริมณฑลในรอบปีที่ผ่านมาโดยรวมเติบโต 7 % เมื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดของตัวเลขจดทะเบียนในแต่ละเดือนจะเห็นได้ว่าอุปทานที่เกิดใหม่มีไม่ทันกับอุปสงค์ที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ตัวเลขจดทะเบียนของประเภทจัดสรรทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุด จึงแปรผันมากในแต่ละเดือน เพราะเมื่ออุปทานสร้างเสร็จก็จะมีตัวเลขจดทะเบียนสูงขึ้นในเดือนนั้น ถ้าอุปทานสร้างไม่ทันตัวเลขในเดือนนั้นก็จะลดต่ำลง ดังนั้นในปี 2545 นี้ตัวเลขจดทะเบียนใหม่จะเพิ่มขึ้นมากตามปริมาณบ้านที่ก่อสร้างเสร็จที่เกิดจากยอดจองในปี 2544
สำหรับภาวะการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคที่อยู่อาศัยในปี 2545 นี้จะยังคงมีอยู่น้อย เนื่องจากยอดจองในปี 2544 ที่ผ่านมาเกิดขึ้นในโครงการเก่าที่ยังดำเนินงานอยู่จำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จแล้ว อุปสงค์ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2545 จะยังมีปริมาณมากกว่าอุปทานที่เกิดขึ้นใหม่ และเมื่อโครงการเก่าเริ่มหมดลง ผู้ประกอบการจะมีอุปสรรคในการขอสินเชื่อสำหรับโครงการใหม่ เพราะสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการให้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนระเบียบกฎเกณฑ์การจัดสรรที่รัดกุมเพื่อคุ้มครองผู้ซื้อ จะทำให้ผู้ประกอบการมีภาระทางการเงินและการดำเนินงานสูงขึ้น ดังนั้นอุปทานจะเกิดขึ้นได้ช้ากว่าอุปสงค์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปมีบ้านได้ง่ายขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาคที่อยู่อาศัย
ในส่วนของผู้ปริโภคนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างชัดเจนหลังจากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา โดยผู้บริโภคจะศึกษาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลทางการเงินของผู้ประกอบการในโครงการที่จะซื้อ และจะซื้อต่อเมื่อบ้านสร้างเสร็จแล้วหรือเกือบเสร็จเท่านั้น ดังนั้นแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินการ โดยต้องสร้างเสร็จล่วงหน้าก่อน ผู้บริโภคจึงเกิดความมั่นใจที่จะซื้อ อีกทั้งโครงการที่ไม่มีคุณภาพของบ้านและสาธารณูปโภค ตลอดจนการบริหารโครงการที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคอีกต่อไป
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ ได้เปิดเผยถึงนโยบายการบริหารด้านการเงิน การลงทุน และการพัฒนาระบบงานภายใน สำหรับปี 2545 ดังนี้ บริษัทฯ คาดว่าภาระหนี้เงินกู้ของบริษัทฯ จะยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากการทยอยชำระคืนหนี้ก่อนกำหนด โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทฯ จะลดลงจากระดับ 0.8 ในปัจจุบัน เหลือเพียง 0.5 ณ สิ้นปี 2545 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ จะพยายามลดต้นทุนทางการเงินโดยจะเน้นการออกตราสารหนี้ในตลาดทุนเพื่อคืนหนี้เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า
ด้านการลงทุนในปีนี้ บริษัทฯ ได้วางงบประมาณรายจ่ายการลงทุนไว้ ประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น การลงทุนเพื่อการซื้อที่ดินสำหรับเตรียมพัฒนาในปีหน้า จำนวน 1,500 ล้านบาท ส่วนอีก 500 ล้านบาท จะเผื่อไว้สำหรับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกับ GIC (Government of Singapore Investment Corporation) สำหรับแหล่งเงินทุนดังกล่าว จะมาจากกระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงานโดยปกติของบริษัทฯ
ในส่วนของการพัฒนาระบบงานภายในนั้น เป็นกิจกรรมที่กระทำต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยมุ่งเน้นที่จะนำเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และอินเทอเนตมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและการตลาด โดยมีเป้าหมายหลักที่จะพัฒนาให้บริษัทฯ เป็นองค์กรที่เป็น Paperless Organization ภายในปี 2545
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวถึงนโยบายการตลาดในปี 2545 นี้ว่า จากปี 2544 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ส่งมอบบ้านให้ลูกค้าทั้งหมดประมาณ 1,900 หลัง ซึ่ง 80% เป็นบ้านสร้างก่อนขาย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลประมาณ 30% ในปี 2545 นี้บริษัทฯ มีเป้าหมายด้านยอดขายเพิ่มขึ้น 20% โดยจะมีโครงการดำเนินอยู่ 29 โครงการ เป็นโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 23 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัด 6 โครงการ ในปีนี้จะมี 5 โครงการใหม่ที่เปิดในช่วงกลางปี 5 ทำเล คือ รังสิต-คลอง 2, แจ้งวัฒนะ, รามอินทรา, พระราม 2 และประชาชื่น คิดเป็นมูลค่าโครงการใหม่ 7,000 ล้านบาท โดยนโยบายในการดำเนินด้านการตลาดนั้นบริษัทฯ ยังคงเน้นการสร้างบ้านเสร็จก่อนขาย ซึ่งคาดว่าแผนกำลังผลิตจะสามารถส่งมอบบ้านให้ลูกค้าได้ไม่ต่ำกว่า 2,200 หลัง ปัจจัยสำคัญในการทำบ้านสร้างเสร็จก่อนขายคือ ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และการควบคุมคุณภาพ ดังนั้นบริษัทจึงได้วางระบบงานรองรับดังนี้
- เพิ่มประสิทธิภาพด้านวิจัยการตลาด เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อบ้านของผู้บริโภค ทั้งในแง่ความต้องการ รูปแบบการดำเนินชีวิต ความนิยมแบบบ้าน พื้นที่ใช้สอย ฯลฯ และนำมาประมวลผลวิเคราะห์ความต้องการ เพื่อให้บริษัทฯ มีข้อมูลที่ถูกต้องในการกำหนดแบบบ้านและจำนวนหลังที่จะสร้างในแต่ละโครงการ
- พัฒนาระบบฐานข้อมูลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บข้อมูลในกลุ่มผู้ต้องการที่อยู่อาศัยแท้จริง สำหรับการพัฒนาโครงการในอนาคต
- พัฒนาระบบงานก่อสร้างให้สมบูรณ์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารและควบคุมงานก่อสร้างให้ได้บ้านทุกหลังมีคุณภาพที่ดีอย่างสม่ำเสมอ โดยการวางระบบงานเชื่อมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิศวกร สถาปนิก ฝ่ายการเงิน ฝ่ายตรวจสอบ จนถึงผู้รับเหมา บริษัทฯ วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ให้อยู่ภายใต้ระบบออนไลน์ Project Management
- พัฒนาระบบการขอและอนุมัติสินเชื่อบ้านให้ลูกค้าได้รับความสะดวก, รวดเร็ว ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าที่จองแล้วสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ภายใน 14 วัน