King of Housing
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ยุคใหม่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้นำชัดเจน ด้วยวิธีคิดที่สุดยอดเหนือคู่แข่ง พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดบ้านอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ด้วยคอนเซปต์"บ้านสบาย" และ "บ้านสร้างเสร็จก่อนขาย" ถือเป็นการเขย่าตลาดแบบครึกโครม ทำให้งานก่อสร้างบ้านของเขามีผู้สนใจคับคั่ง และขายหมดทุกโครงการ
นับจากวันที่เข้าสู่ตลาด แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จนถึงวันนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ถือเป็นผู้จดบันทึกเรื่องราวใหม่ๆ ให้วงการมากมาย และเมื่อรวมถึงการสามารถเปิดธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่าง คือ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สำเร็จ ก็ยิ่งทำให้จังหวะก้าวขององค์กรแห่งนี้ น่าสนใจศึกษา และติดตามอย่างยิ่ง
Key Success Factor
จากหนี้สิน 2 หมื่นกว่าล้านบาท อันเกิดจากผลพวงของวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี 2540แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ พลิกผันตัวเองจนก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นบริษัทจัดสรรชั้นนำ มียอดขายกว่า 2หมื่นล้านบาท ขณะที่ คุณอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แลนด์แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เอง ได้รับการยกย่องจากทั้งในและนอกวงการจัดสรรว่าเป็นเจ้าพ่อวงการอสังหาริมทรัพย์ตัวจริง
อะไรที่ทำให้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประสบความสำเร็จมาจนทุกวันนี้?
คุณอนันต์ อัศวโภคิน บอกว่า ปัจจัยสำคัญมี 2 ข้อ คือ
1.ใส่ใจในรายละเอียดของธุรกิจ
2.คน
"แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สร้างที่อยู่อาศัยมากว่า 30 ปี เราเอาใจใส่รายละเอียดธุรกิจเยอะที่สุด"
ส่วน Key Success Factor ที่ 2 คุณอนันต์ให้ความสำคัญกับคน รักและส่งเสริมที่จะพัฒนาคนไปเรื่อยๆ
"เราต้องดูแลคนที่ทำงานกับเราให้ดี" เป็นคำพูดที่คุณอนันต์พูดสม่ำเสมอ
สิ่งนี้เองที่ทำให้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กลายเป็นบริษัทอันดับต้นๆ ที่คนจำนวนมากอยากร่วมงานด้วย
จุดพลิกผัน
มีเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่รู้ ก็คือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในยุคแรกๆ เป็นเหมือนบริษัทรับเหมา รับสร้างบ้าน จนมาถึงปรากฏการณ์หนึ่ง ที่ถือได้ว่ากลายเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัท
คุณอนันต์มองว่า ช่วงแรกๆ ลักษณะธุรกิจของบริษัท ไม่เชิงที่จะใช้คำว่า บริษัทรับเหมา ตามความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจ
"แต่เป็นบริษัทรับเหมาทำบ้านจัดสรรที่ทำเองหมดทุกอย่าง ตั้งแต่จ้างคนรายวันเองเหมือนกึ่งรับเหมา"
"เรารับเหมาตัวเอง จะเรียกว่ามั่วก็ได้"
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังจากที่ คุณอนันต์ไปเรียน MBA ที่ธรรมศาสตร์ ทำให้เกิดความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ไปเป็นดำเนินการแบบครบวงจร
คุณอนันต์มองว่า เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับว่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อยู่ในแนวทางที่ผิด เพราะแทนที่งานส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาที่ดิน ติดต่อเรื่องโครงการใหม่ๆ แต่งานส่วนใหญ่กลับอยู่ในรายละเอียด ของการก่อสร้างเล็กๆ น้อยๆ ใบเสร็จรับเงิน หรือเช็คที่เซ็นไปแล้ว เรื่องวัสดุก่อสร้าง เขาจึงคิดที่จะเลิกงานรับเหมา ตัดงานที่เกี่ยวกับงานรับเหมาออกไปทั้งหมด
คำตอบ ณ เวลานั้นของ คุณอนันต์ อัศวโภคิน คือ
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จะอยู่ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่รับสร้างบ้าน
เรื่องแรกๆ ที่ต้องปรับเปลี่ยน คือ รูปแบบการทำงาน เริ่มมีการถอนคนออกมาจากงาน รายละเอียด เช่น เรื่องสโตร์ จัดซื้อ ควบคุมงาน สั่งคนงานรายวัน มาเป็นการจ้างเหมาทั้งหมด ทั้งของ ทั้งแรง
แต่การเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ใช่จะเกิดได้ในชั่วข้ามคืน แม้เป็นเจ้าของ คุณอนันต์เองก็พบการต่อต้านไม่น้อยจากภายในบริษัท อันเนื่องมาจากความเคยชิน เช่น วิศวกรในบริษัทก็จะมีลูกน้องหลายร้อยคน เหมือนเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างของตัวเอง เมื่อบอกให้เลิกคนเหล่านี้ต้องเอาออกหมด
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการลงทุนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ตั้งแต่อุปกรณ์ต่างๆ รถบด ดัมพ์ รถเกรดเดอร์ ตักดิน จะทำอย่างไรกับสิ่งดังกล่าว
"ก็ขายทิ้งหมด" คุณอนันต์ กล่าว
New Business Model
การเปลี่ยนแปลงของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ครั้งนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนBussiness Model เพราะหลังจากนั้นเมื่อเลิกใช้ระบบเดิมทั้งหมด แล้วหันไปว่าจ้างผู้รับเหมาใหม่ทั้งระบบ ต้องมีการศึกษาว่าขั้นตอนการทำงานจะเป็นอย่างไร ซึ่งปรากฏว่าต้องเปลี่ยนหมด จัดกระบวนงานใหม่ทั้งหมด รวมถึงการเทรนคนขึ้นมาใหม่อีกด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็มียอดขายร้อยกว่าล้าน และตัวผู้บริหารคือ คุณอนันต์ เองก็อยู่ในวัยหนุ่ม อายุแค่ 29 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่กลับประสบความสำเร็จอย่างมาก
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จากที่ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากติดขัดระบบภายในทำให้มีการบริหารโครงการเพียงแค่ 2-3 โครงการ สามารถขยายโครงการเร็วขึ้นเพิ่มเป็น 8-10 โครงการ จากการตัดงานรับเหมาให้รายอื่น ผลิตสินค้าได้มากขึ้นเร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นช่วงที่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แข็งแรงขึ้น จากสถานะที่อยู่ในช่วงก่อตั้งกลายเป็นช่วงที่เริ่มเติบโต
ติดอาวุธให้บุคลากร
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นบริษัทจัดสรรที่ส่งพนักงานไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทมานานแล้ว ปัจจุบันก็ยังมีนโยบายนี้อยู่ โดยไม่มีการผูกมัดด้วยสัญญาว่าจะต้องกลับมาทำงานชดใช้ให้กับบริษัทแต่ก็ไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียวที่ลาออก หลังศึกษาจบหลักสูตร
ปัจจุบัน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เลือกที่จะรับพนักงานจบใหม่ จากนั้นจะได้รับการอบรมตามระบบ จนเป็นพนักงานที่มีคุณภาพ เมื่อบวกกับวิธีคิดและวิธีบริหารที่ใจคนของ อนันต์แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงกลายเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง ทั้งคุณภาพคน และคุณภาพของงาน
ยุทธศาสตร์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้รูปแบบสร้างการบ้านที่เรียกว่า การ"บ้านสั่งสร้าง" คือ มีบ้านตัวอย่างให้ดู ผู้สนใจแจ้งความประสงค์ "จอง" ลงในกระดาษแต่ปรากฏว่าวิธีการนี้ บริษัทจัดสรรทุกแห่งในตลาด ทำรูปแบบเดียวกันหมด
"ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เราได้บทเรียนและข้อคิดเยอะ" คุณอนันต์ กล่าว นั่นทำให้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่
คุณอนันต์ กล่าวว่า ช่วงดังกล่าว แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จับกลุ่มเป้าหมายแปลกกว่าคนอื่น นั่นคือ จับกลุ่ม ประหยัด ประเภทผู้ต้องการบ้านชั้นเดียว ส่วนบ้าน 2 ชั้นนั้น แลนด์แอนด์ เฮ้าส์ ก็เคยทำมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ถนัด
"บ้านสบาย-สร้างเสร็จก่อนขาย"
สู่การเป็นผู้นำเบอร์หนึ่ง
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สร้าง Trend บ้านสบาย และ บ้านเสร็จก่อนขาย จนโดนใจผู้บริโภค จากแนวคิดและการบริหารงานที่แตกต่าง นำไปสู่รูปแบบและวิธีการใหม่ในการสร้างบ้าน
ช่วงวิกฤติปี 2540 แม้จะมีหนี้สินมากมาย แต่ใช้วิธีแก้ปัญหา โดยไม่เลย์ออฟ เพราะพบคำตอบว่า คน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายสูงที่สุดของบริษัทนั้น คุณอนันต์ได้นำกำลังส่วนนี้ไปทำเรื่องการสำรวจวิจัยตลาด เพราะสินค้าบ้านขายไม่ดี บางวันลูกค้าไม่มีสักคน เขาใช้เจ้าหน้าที่ไปดูบ้านเก่าที่ขายไปแล้ว พูดคุยกับลูกค้า ดูของจริงว่าลูกค้าอยู่กันอย่างไรกับบ้านที่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออกแบบ ปรากฏว่า บ้านที่อยู่เป็นบ้านลำบาก ไม่ใช่บ้านสบาย เกิดการดัดแปลง สิ่งที่ควรมีไม่มี สิ่งที่มีไม่ได้ใช้ เช่น อ่างอาบน้ำจริงๆ ไม่ได้ใช้เลย ลูกค้าขอให้ใส่เป็นห้องอาบน้ำแทน
คุณอนันต์กลับมามองเรื่องต้นทุน เวลา คุณภาพ เพราะโจทย์คือต้องสร้างเสร็จก่อนขาย เขาจึงต้องมั่นใจว่า สร้างแล้วไม่ต้องมีการต่อเติมอีก เพราะถ้าสร้างเสร็จแล้วต้องมานั่งรื้อกันอีกรอบ เมื่อต้องเข้าไปอาศัยลูกค้าไม่สนุกแน่
"ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จากการจองบ้านในกระดาษ มาเป็นสร้างเสร็จก่อขาย ก่อนวิกฤติต้นทุนโอเวอร์เฮดของเราเทียบกับคู่แข่งเท่ากันหมด ไม่มีอะไรต่างกันเลยทั้งที่เราเป็นบริษัทใหญ่ นั่นเพราะอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ไม่มีโนว์ฮาว ก่ออิฐฉาบปูนมาเป็นร้อยปี อีกร้อยปีก็เหมือนเดิม ออกแบบบ้านมาเดือนเดียวก็ก๊อบแบบกันทุกคน ถามว่าเรามีโนว์ฮาว หรือมีความรู้อะไรจริงๆ จังๆ บ้าง...ไม่มี"
"ธุรกิจนี้อะไรที่ทำให้ชนะได้ ก็คือ คุณภาพ ถ้าคุณสามารถคุมคุณภาพได้จริงๆ คุณก็ชนะได้ เราก็เลยสร้างก่อนขาย ควบคุมคุณภาพได้แน่นอน เหมือนโรงงานประกอบรถยนต์ที่ประกอบไปเรื่อยๆ สามารถตรวจคุณภาพได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีใครมาสั่งเปลี่ยนพวงมาลัย เปลี่ยนเบาะ"
อย่างไรก็ตาม การสร้างก่อนขายเป็นเรื่องอันตราย เพราะต้องรู้ล่วงหน้าให้ได้ว่ามาตรฐานที่ต้องแก้ไขคืออะไร รู้ความต้องการ รู้ปัญหา คือ สร้างเสร็จแล้วไม่ต้องทำใหม่อีก
สิ่งที่คุณอนันต์กังวล คือ ความรู้สึกที่บ้านจะซ้ำกัน เขาจึงให้เจ้าหน้าที่ออกเก็บข้อมูลบ้านแต่ละหลัง เช่น การทาสีด้านหน้า ผนัง กระเบื้อง ห้องน้ำ ทุกอย่างถูกเก็บลงคอมพิวเตอร์หมด แบ่งเป็นเมนู เขามีห้องน้ำเป็นร้อยๆ แบบ เรียกว่า เป็นเมนูห้องน้ำเมนูครัว เมนูสวน
"เช่น มีบ้าน 5 แบบอยู่ในโครงการ ผมมีแบบนำมาแมตช์กับเมนูต่างๆ ที่มี เป็นเอ 1เอ 2 เหมือนกันหมด แต่หน้าตาห้องน้ำไม่เหมือนกัน กลายเป็นว่าเรามี 5 แบบ ใน 200หลัง แต่ไม่มีหลังไหนหน้าตาเหมือนกันสักหลัง" นี่คือสิ่งที่คุณอนันต์เก็บมาประยุกต์ใหม่หมดโดยการเก็บข้อมูลในอดีตที่ลูกค้าชอบ หรือไม่ชอบอะไร
คุณอนันต์ กล่าวว่า การสังเกต หรือเอาใจใส่ ทำให้เราเอาตัวรอดได้
วิธีการลดต้นทุนระหว่างบ้านที่สร้างเสร็จก่อนขาย กับบ้านที่สั่งสร้าง จองลงบนกระดาษ คุณอนันต์ อธิบายว่า ต้นทุนมี 2 ประเภท คือ ก่อสร้างบ้าน และต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆเช่น พนักงาน, โฆษณา เป็นต้น
ใน 100 บาทที่ขาย มีต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง 30 บาท ค่าแรง 13 บาท ถนน, น้ำ,ไฟ 7 บาท รวมเท่ากับ 50 บาท ค่าใช้จ่ายที่ดินดิบ 15 บาท รวมแล้วเท่ากับ 65 บาทเป็นกำไรก่อนหักรายจ่ายภาษีดอกเบี้ย 35 บาท ซึ่งโดยทั่วไปค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของทุกบริษัทมีประมาณ 15 % ค่าวัสดุก่อสร้าง 30%
"ถ้าผมลดค่าวัสดุได้ 5% ถือว่าเก่ง 10% นี่เก่งมาก 10 ของ 30 ก็ได้ 3% แต่ลดค่าโอเวอร์เฮด หรือค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ซึ่งก็คือ ค่าเงินเดือน โฆษณา ค่าโสหุ้ยในการเช่าบริษัท ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งหมด ได้อีก 10% จาก 15% ซึ่งปัจจุบันเราเหลืออยู่ 5%แต่รายอื่นลดได้ 3% ความจริงแล้วไม่ได้ลด เราสามารถสร้างได้ 2 รอบ เราใช้วิธีนี้ในการลดต้นทุน"
"ส่วนเรื่องต้นทุนวัสดุเป็นการยากที่จะลด การลดนำไปสู่สเปคที่มีคุณภาพไม่ค่อยดี ใน30% เต็มที่ลดได้แค่ 10% แต่นั่นก็หมายถึงเราสร้างบ้านได้เท่าเดิม แต่เร็วขึ้ด้วย ใน 10หลังจากที่ใช้เวลา 1 ปี ก็ใช้แค่ 6 เดือน อันนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนำระบบการสร้างก่อนขายมาใช้ ทำให้เรามีต้นทุนต่ำกว่ารายอื่น แต่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า คุณภาพก็จะดีขึ้นด้วย การขายก่อนมาสร้างทำให้งานไม่แน่นอน"
นอกจากนั้น วิธีสร้างบ้าน 120 หลังใน 1 ปี แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ใช้ผู้รับเหมารับจ่ายไปคราวละสิบหลัง ทำให้ผู้รับเหมาสามารถรู้ล่วงหน้าในเรื่องของจำนวนงาน นำไปสู่ความพร้อมในเรื่องของ เครื่องมือ และเรื่อง คน ต่างจากระบบเดิมที่รับจองก่อนสร้างแต่ละเดือนยอดจองไม่เท่ากัน กำลังการผลิตต่อเดือนไม่สม่ำเสมอ นำไปสู่การไม่สามารถควบคุมคุณภาพ
"ข้อสำคัญ คนเข้าใจผิด ความจริงแล้วถ้าสร้างเสร็จก่อนขายจะใช้เงินน้อยลงสมมุติว่าเราต้องการส่งมอบบ้านเดือนละ 10 หลังใช้เวลาก่อสร้าง 12 เดือน ก็ต้องมีบ้านระหว่างก่อสร้างอยู่ 120 หลัง ไล่ไปตั้งแต่ตอกเสาเข็ม ขึ้นคาน เริ่มก่อ เริ่มฉาบไล่ไปทีละ 10 หลังจนครบ 120 หลัง แต่ถ้าสร้างเสร็จก่อนขาย เราสามารถสร้างเสร็จภายใน6 เดือน ใช้เงินน้อยกว่าเพราะของเดิมต้องใช้เงินสร้าง 120 หลัง เงินหมุนเวียนลดลงไปมาก"
และสิ่งที่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ได้ อีกประการหนึ่งคือ ไม่ต้องมีบ้านตัวอย่าง แต่มีของจริงที่สร้างเสร็จ
New Rule of the game
"ซื้อบ้านไม่ได้บ้าน"
การสร้างเสร็จก่อนขาย ซึ่งกลายเป็นตราสัญลักษณ์ของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นำไปสู่มาตรฐานใหม่การซื้อบ้านในยุคสมัยนี้ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อาจมองว่าเป็นการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต หรือควบคุมคุณภาพของบ้านให้อยู่ในมาตรฐาน
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ ว่านี่คือเกมที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กำลังบีบตลาด เป็นการสร้างเกมใหม่หลังผ่านพ้นยุคซื้อบ้านแล้วได้กระดาษของเมื่อก่อนที่มีรูปแบบการดำเนินงานที่คล้ายๆ กัน โนฮาวคล้ายกัน
คุณอนันต์ กล่าวว่า ประเด็นนี้ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดหมด วิธีสร้างบ้านก่อนขายเป็นแค่"กลเม็ด"ทางการตลาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ความจริงประเด็นนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีควบคุมคุณภาพ
วิธีดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบ มีกำลังการผลิตตายตัว ลูกค้าไม่มารบกวนระหว่างก่อสร้าง
"สำคัญที่สุด คือ เรื่องนี้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเราใหม่หมดเชื่อมั้ยครับว่าเราไม่มีฝ่ายจัดซื้อ เพราะบ้านแต่ละหลังเราจะรู้ล่วงหน้าว่าจะสร้างแบบไหนใช้ของอะไร ข้อมูลทั้งหมดเข้าคอมฯ เดี๋ยวนี้โฟร์แมนของผมถือ พีดีเอ เพื่อตรวจงาน สั่งงาน ว่าต้องการของอะไรบ้าง จากนั้นก็จะ ออนไลน์ ไปสู่ซับพลายเออร์ที่กำลังเปิดจอ แต่ละหลังข้อมูลจะวิ่งวนไป ต้องการอะไร ไม่ใช่ออร์เดอร์ ติ๊ก งวดนี้ยังไม่พอ ติ๊ก งวดล่วงหน้าไปเลย ข้อสำคัญคือ วิ่งไปฝ่ายการเงิน เป็น อี-เพย์เมนท์ เหลือแต่เซ็นเช็คใบเดียว"
จากมูลหนี้สี่หมื่นล้านบาทในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เฉพาะบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์แห่งเดียวมีอยู่สองหมื่นกว่าล้านบาท คิว-เฮ้าส์ประมาณหนึ่งหมื่นกว่าล้าน วิธี สร้างก่อนขายที่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นำมาใช้ในปีแรก จากเดิมยอดขายพันกว่าล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นสามพันกว่าล้านบาท จากนั้นก็กระโดดไปเป็นหกพันกว่าล้านบาท และหนึ่งหมื่นกว่าล้านบาทในที่สุด
"เราใช้เวลา 5 ปี จากยอดขายในปี 2542 ซึ่งมียอดจองประมาณพันกว่าล้านบาทปีที่แล้วเราน่าจะจบที่สองหมื่นกว่าล้านบาท ส่วนหนี้หมดมั๊ยน่ะหรือ เหลือไว้หน่อยก็ดี ดอกเบี้ยถูกดีเหลือไว้กระตุ้นให้ตื่นเต้น เอามาหักรายจ่ายค่าใช้จ่ายได้"
ระบบบ้านสบายและบ้านสร้างเสร็จก่อนขายที่นำมาใช้ ทำให้ภาพรวมของการสร้างบ้านดีขึ้นมากในแง่ของคุณภาพบ้าน ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการ เห็นสภาพการเป็นชุมชนที่สมบูรณ์ สนามเด็กเล่น ต้นไม้และสวนภายในโครงการ
ข้อดีคือภาพของคนงาน การกองของเศษวัสดุ ไม่มีให้เห็นในโครงการของ แลนด์แอนด์ เฮ้าส์ ประการสำคัญวิธีการดังกล่าว ทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
"เร็วเสียจนเราสร้างแทบไม่ทันขาย ถึงปัจจุบันที่โตมาอย่างนี้ อย่างปีที่แล้วเราได้มา 1.8 หมื่นล้านบาท ปีนี้ได้มาอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพราะเราพยายามสร้างให้เยอะที่สุดเท่าที่เราจะสร้างได้ถ้าเราคุมคุณภาพได้ดี ถามว่ากลัวล้นหรือไม่ ไม่กลัวเพราะก่อนที่บ้านจะสร้างเสร็จ เราจะมีเวลาก่อสร้างประมาณ 6 เดือน ลูกค้าที่ผ่านไปมาจะเห็นคัทเอาท์และจะเป็นผู้ตั้งราคา ราคานี้คือราคาที่เขาอยากได้ ถ้าจะโอเวอร์ซับพลายเขาจะตั้งราคาให้เราต่ำลง เราก็ต้องขายต่ำลงมาร์จิ้นก็ต้องลดลง แต่ของไม่เหลือ เพราะการสร้างก่อนขายอันตรายที่สุด คือ ของเหลือ " คุณอนันต์ กล่าว
ปัจจัยในการซื้อบ้าน
ในเรื่องปัจจัยดอกเบี้ยที่มีผู้ให้ความสนใจกันมาก ว่าจะมีผลกับอารมณ์ในการซื้อบ้านของผู้บริโภคอย่างไร อนันต์ มองว่า อสังหาฯ จะขายได้หรือไม่ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจีดีพี เป็นหลัก ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ 4-5% ก็คาดว่าตลาดอสังหาฯ ในปีนี้คงจะโตราวๆ 8%คือจะโต น้อยลง ภาวะเศรษฐกิจยังคงไปได้ ไม่เลวร้ายอย่างที่กลัว
แต่ก็ไม่น่าไว้วางใจ เพราะสาเหตุมาจากปัญหาการเมือง ที่เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดเศรษฐกิจ จนเกิดการชะลอตัวมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจ และส่งผลให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจซื้อลดลง 20%
แม้ตลาดอสังหาฯ ยังดีอยู่ แต่ตลาดก็ชะลอตัวลง ผลประกอบการไตรมาสแรก ทำให้เห็นยอดขายบ้าน-วัสดุ ที่เริ่มลดลง เมื่อบวกกับภาวะต้นทุนน้ำมัน ถ้าตั้งรับไม่ดีจะไปกันใหญ่
"สำหรับดอกเบี้ยขาขึ้น ไม่เกี่ยวกับการซื้อบ้าน ผมเคยทำสถิติพบว่า เศรษฐกิจที่เติบโตเกี่ยวข้องกับการซื้อขายบ้าน มากกว่าดอกเบี้ย เราเคยเห็นดอกเบี้ย 15% ยอดขายยังเป็นแสนยูนิต ดอกเบี้ยขึ้นไม่เท่าไหร่ แต่ข้าวของเครื่องใช้จะขึ้นราคาเนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ"
สยามรัฐ
ฉบับวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552